9 ปีจาก “อาแปะ” ผู้เป็นส่วนเกินสู่หนึ่งในตำนาน “หงส์แดง” 11/06/2563

9 ปีจาก “อาแปะ” ผู้เป็นส่วนเกินสู่หนึ่งในตำนาน “หงส์แดง”

หากย้อนกลับไปซัก 2-3 ปีหรืออาจจะนานกว่านั้นแล้วมีคนมาถามคุณว่าไหนลองบอกชื่อกัปตันทีม

ที่ได้ทั้งแชมป์บอลลีกในประเทศและแชมป์ยุโรปซัก 5 คน ชื่ออย่าง เปาโล มัลดินี่, แซร์คิโอ รามอส, กระทั่ง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ต้องอยู่ในหัวเราโดยอัตโนมัติ

นักเตะที่แฟนบอลแทบฆ่ากันตายเพื่อให้ขวัญใจตัวเองอย่าง คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และ ลีโอเนล เมสซี่ ก็ยังไม่ได้สัมผัสถ้วยทั้ง 2 รายการในฐานะกัปตันทีม

คนหัวใจเพชรอย่าง จอห์น เทอร์รี่ ที่ว่าแน่ๆก็ยังอับโชคเมื่อ เชลซี ได้แชมป์บิ๊กเอียร์ในปี 2012 แต่เจ้าตัวดันติดโทษแบนจน แฟร็ง แลมพาร์ด รับส้มไปแทน หรือ รอย คีน กัปตันทีม แมนฯ ยูไนเต็ดก็เจอเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 1999 ก่อนที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล จะได้รับเกียรติที่ว่านี้ไป

สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ที่ขึ้นหิ้งเป็นตำนานและเคยพยายามอย่างหนักที่จะปลดล็อกให้ เดอะ ค็อป และตัวเองก็ยังทำไม่ได้

อีกเพียงไม่กี่อึดใจ จะว่าไปต้องนับถอยหลังเป็นวันและสัปดาห์ เหล่าชาว “หงส์แดง” กำลังเป็นไทกับการรอคอยแชมป์ลีกสูงสุดมานานถึง 30 ปี มันมากเกินไปแล้วสำหรับทีมที่ยิ่งใหญ่และมีประวัติศาสตร์ล้นทะลักขนาดนี้

แน่นอนครับคนที่เราจะนึกถึงเป็นคนสุดท้ายหรือไม่นึกถึงเลยกับการคว้าแชมป์ลีกและยุโรปพร้อมๆกันในฐานะกัปตันทีมกลายเป็นนักเตะฝีเท้าธรรมดาอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

“เฮนโด้” ที่กำลังจะอายุครบ 30 ปีเต็มในวันที่ 17 มิถุนายนนี้กำลังจะเป็นผู้เล่น ลิเวอร์พูล คนแรกที่ได้ชูถ้วยเมเจอร์หลักในฐานะกัปตันทีมนับตั้งแต่ แกรม ซูเนสส์ เคยทำไว้เมื่อปี 1984

ชื่อของเขาจะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์และจะถูกคนรุ่นหลังพูดถึงในอีก 5 ปี 10 ปีหรืออาจจะ 50 ปีว่าเป็นกัปตันทีม “หงส์แดง” ที่ปลดล็อกคำสาปที่เกาะกินมาอย่างยาวนาน

“เฮนโด้” ย้ายมาร่วมรัง แอนฟิลด์ เมื่อปี 2011 หรือเมื่อ 9 ปีก่อน ซึ่งคนในวัย 21 ปีเล่นให้ทีมขนาดกลางค่อนไปทางเล็กอย่าง ซันเดอร์แลนด์ กลับต้องมารับความกดดันกับทีมที่กระหายความสำเร็จอย่างข้นขลั่กอย่าง ลิเวอร์พูล มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือ “หงส์แดง” เป็นคนซื้อเขามาร่วมทีมด้วยราคาที่หนักอึ้ง 20 ล้านปอนด์แต่ด้วยสภาพทีม “เร้ดแมชชีน” ในขณะนั้นมีปัญหาให้เห็นชัดเจนคือขุมกำลังและสไตล์การเล่นที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเค้นศักยภาพของนักเตะ

ด้วยความที่ ดัลกลิช เป็นผู้จัดการทีมตกยุคแต่ จอห์น เฮนรี่ เจ้าของสโมสรคนใหม่ต้องการคนมีบารมีอย่างเขาเข้ามาเรียกขวัญกำลังใจปลุกสโมสรให้ตื่นในช่วงมีบาดแผลแต่เราจะเห็นว่า ลิเวอร์พูล มีปัญหาในการเล่นที่ แอนฟิลด์ เป็นอย่างมาก

เด็กๆของ “คิงเคนนี่” ใบ้กินยามที่เจอทีมเล็กมาอุด เพราะนักเตะไวๆคล่องๆอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ, เคล็ก เบลลามี่, สจ๊วต ดาวนิ่ง ต่างต้องการพื้นที่ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมปี 2011 “หงส์แดง” ชนะนอกบ้านมากกว่าในบ้าน

ที่ แอนฟิลด์ เตะ 19 นัดชนะแค่ 6 !! และเสมอไปอีก 9

ในแผงมิดฟิลด์ “เฮนโด้” ถูกถ่างออกไปเล่นริมเส้นเพราะมีทีเด็ดอยู่ที่การครอสบอลที่ค่อนข้างน่ากลัวแถมในเวลานั้นตรงกลางถูกพี่ใหญ่อย่าง สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กัปตันทีมจองเอาไว้แล้ว และยังมีตัวใหม่ที่มาพร้อมกันอย่าง ชาร์ลี อดัม รวมถึง ลูคัส เลว่า

ด้วยสไตล์การเล่นของแดนกลาง “หงส์แดง” ตรงนี้เองที่หลายคนมองว่ามันทับกันโดย “อดัม” ออกแนวบ้าพลังชอบวางบอลยาว เคาะบอลไม่ค่อยเป็น ส่วน ลูคัส อย่างที่เราทราบดีว่าช้าและเป็นตัว holding

ดังนั้นเมื่อลงพร้อมๆกันเคมีมันไม่ลงตัวการเล่นกระท่อนกระแท่นซึ่งการแพ้คาบ้านให้ทีมอย่าง วีแกน และ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน บอกทุกอย่างหมดแล้วว่าปีนั้นดูไม่จืดจบที่ 8 แต่เคราะห์ดีที่ยังได้แชมป์ลีก คัพมาเชยชมและเกือบคว้าดับเบิ้ลถ้าไม่ไปเสียท่า เชลซี ในรอบชิง เอฟเอ คัพ เสียก่อน

ตัดกลับมาที่ “เฮนโด้” แน่นอนครับเมื่อสภาพทีมเป็นแบบนี้รายการหาแพะย่อมเกิดขึ้น เป้าหมายก็หนีไม่พ้นคนที่เล่นทื่อที่สุดอย่างเขาจนกลายเป็นที่มาขอฉายา “อาแปะ” หรือ “หัวเจล” ที่ในช่วงเวลานั้นทรงผมโดดเด่นกว่าฝีเท้าเหลือเกิน

แม้กระทั่ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ปรมาจารย์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกหนังสืออัตชีวประวัติเมื่อปี 2013 บอกว่าพวกเขาล้มเลิกความสนใจ “อาแปะ” เป็นเพราะท่าวิ่งที่แปลกๆซึ่งอาจนำมาซึ่งอาการบาดเจ็บในอนาคต

“เรามาสังเกตกันว่า เฮนเดอร์สัน วิ่งจากการใช้หัวเข่าและหลังตรง ในขณะที่นักฟุตบอลสมัยใหม่วิ่งจากการใช้สะโพก เราคิดว่ามันอาจทำให้เขามีปัญหาในช่วงปลายอาชีพค้าแข้ง”

ยังไม่หมดครับ เมื่อ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เข้ามารับตำแหน่งเผือกร้อนที่ แอนฟิลด์ ต่อจาก เคนนี่ ดัลกลิช เมื่อปี 2012 เขากลายเป็นเพียงแค่ “ตัวแถม” เหมือนบอลแถวบ้านที่ไม่มีใครต้องการเมื่อ “บีร็อด” อยากได้ คลินต์ เดมพ์ซีย์ ของ ฟูแล่ม

“เบรนแดน เรียกผมเข้าไปพบแล้วบอกว่า ‘ฟังนะ นี่คือข้อเสนอ’ แล้วก็ถามผมว่า ‘ผมจะว่ายังไง’ ” เฮนโด้ เล่าเหมือนเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

“มันเป็นการบอกนัยๆว่ามันขึ้นอยู่ที่ผมแล้ว ผมกลับมาที่ห้อง ผมน้ำตาไหลแล้วก็ร้องไห้ มันเจ็บปวดเหลือเกิน”

“ผมคุยกับเอเยนต์ เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง แล้วผมก็บอกว่าผมไม่อยากย้าย ผมอยู่สู้ต่อ อยากพยายามพิสูจน์ให้ผู้จัดการทีมรู้ว่าเขาคิดผิด”

ทุกๆอย่างที่เกี่ยวข้องกับคนที่ชื่อ เฮนเดอร์สัน มีแต่แง่ลบ แม้กระทั่ง ดาเมี่ยน คอมอลลี่ อดีตผู้อำนวยการสโมสร ลิเวอร์พูล ที่มีหน้าที่เจรจาซื้อขายหาน้กเตะป้อนเข้าสู่ทีมกลับตำหนิ “เฮนโด้” ว่าเป็นต้นหตุที่ทำให้เขาถูกไล่ออกในปี 2012

“เฮนเดอร์สัน เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ผมถูกไล่ออก วันที่ผมโดนไล่ออก สโมสรบอกผมว่าผมทำพลาดมหันต์ที่ซื้อ จอร์แดน เข้ามา เขาทำให้สโมสรเสียเงินโดยเปล่า”

เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงทรวง ทั้งถูกเสนอขายให้ทีมอื่น ถูกโยนขี้ให้เป็นนักเตะขยะ แต่อดีตแข้ง “แมวดำ” ยังก้มหน้าก้มตาสู้ต่อไป

ฤดูกาล 2014-15 “เฮนโด้” ทำผลงานได้เข้าตาจน “หงส์แดง” เกือบมีโทรฟีย์มาประดับเมื่อจอดป้ายรอบรองชนะเลิศทั้ง ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ ส่วนใน พรีเมียร์ลีก ได้อันดับ 6

แต่ก็ยังไม่วายที่ หลุยส์ ซัวเรซ, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เป็นพระเอกได้รับเสียงชมเชยแต่ เฮนเดอร์สัน ที่ทำงานหนักเพื่อทีม เล่นไม่เห็นแก่ตัวกลับถูกสื่อวิจารณ์ว่าเล่นเพลย์เซฟมากเกินไป, ไม่มีการจ่ายบอลที่สร้างสรรค์ทำประตูมากพอ

แต่มีอยู่คนนึงที่เห็นอะไรบางอย่างในตัวของ “อาแปะ” ใช่ครับ เขาคือ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ที่โบกมือลา “หงส์แดง” ทีมสุดรักในปี 2015 และเป็นคนแนะนำสโมสรว่ากัปตันทีมคนต่อไปไม่ต้องไปหาใครอื่น คนนี้มีพร้อมทุกอย่าง

“ผมรู้อยู่แล้วว่าเขาต้องทำได้” เจอร์ราร์ด พูดถึง เฮนโด้ ที่กำลังจะชูถ้วย พรีเมียร์ลีก ให้ ลิเวอร์พูล ในรอบ 30 ปี

“เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับใครซักคนในสนามซ้อมแม้กระทั่งพวกเขาเป็นดาวรุ่งและผู้คนก็ไม่ค่อยจะให้ความเคารพเหมือนตอนนี้ คุณต้องชื่นชมกับการก้าวขึ้นมาของเขา”

“คุณเห็นถึงพลังในตัวเขา, ความฟิตในตัวเขา แนวทางการใช้ชีวิตของเขา เมื่อคุณรู้ถึงความเป็นตัวตนของใครซักคนและพวกเขาเหล่านั้นต้องการงัดความเป็นตัวตนมาใช้มากแค่ไหนแม้กระทั่งในยามที่ขาลง ซึ่งเมื่อผมมองไปยัง จอร์แดน ตอนนี้คุณก็ย่อมคิดว่า “แฟร์พอที่จะพูดแบบนั้น”

“สิ่งที่เขาทำเพื่อทีมเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน”

“ความสำเร็จไม่ว่าจะกับทีมไหนๆไม่มีทางขับเคลื่อนได้เลยหากคุณไม่มีฟันเฟืองอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน”

เจอร์ราร์ด แขวนสตั๊ดในปี 2016 โดย แอลเอ กาแล็กซี่ เป็นสโมสรสุดท้ายและที่นี่เองที่เขาบังเอิญได้คุยกับ เฮนโด้

“ผมได้คุยกับ จอร์แดน ที่แอลเอ”

“ตอนนั้นเขาไม่แน่ใจว่าจะอยู่หรือไป ผมจำได้เลยว่าผมบอกกับเขา ‘อย่ายอมแพ้กับ ลิเวอร์พูล นายไปได้สวยแน่’ ผมรู้ว่าเขามีอะไรดีในตัวที่จะทำให้เขาก้าวไปยังสู่ความสำเร็จ”

“จอร์แดน สมควรได้รับเครดิตทุกอย่าง สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือเข้าผ่านบอลไกลได้ดีขึ้น เขาชูถ้วยยุโรปมาแล้วและแน่นอนเขาจะได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก ในไม่ช้านี้”

นอกจาก เจอร์ราร์ดแล้ว เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตรองกัปตันทีมและกองหลังตำนานของ “หงส์แดง” ก็ร่วมสดุดี “กัปตัน” ผู้นี้เช่นกัน

“คนอย่าง จอร์แดน มีบางอย่างพิเศษในตัว คุณต้องอย่าไปมองข้ามคนแบบนี้เด็ดขาด”

“แม้ อเล็กซ์ ออกซ์เลด เชมเบอร์เลนเอย, นาบิล เกอิต้า เอยจะย้ายเข้ามาแต่ เฮนเดอร์สัน ยังเฉิดฉายยึดตำแหน่งแน่น มันพิสูจน์ให้เห็นถึงแคแรคเตอร์ของเขาอย่างชัดเจน”

“การย้ายไปเล่นให้สองทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล และ แมนฯยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย นักเตะหลายคนไปแล้วรับมือไม่อยู่ แต่สำหรับเขาแล้วมันแสดงให้เห็นว่าเขาเจ๋งเพียงใด”

“เขาจะถูกจารึกว่าเป็นหนึ่งในกัปตันทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ที่ได้แชมป์เป็นกอบเป็นกำ”

“ผมเคยคิดว่า ซาดิโอ มาเน่ น่าจะเป็นผู้เล่นที่ดีสุดของ ลิเวอร์พูล เมื่อจบซีซั่นแต่ผมไม่คิดว่าจะมีนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีคนใดเหมาะสมเท่ากับ เฮนเดอร์สัน อีกแล้ว”

เคมีของคนถ้ามันเข้ากันอะไรก็ฉุดไม่อยู่มีแต่ก้าวไปข้างหน้า อันนี้ไม่เกินความจริงเมื่อ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานในรั้วแอนฟิลด์เมื่อปี 2015 ความสำคัญของ “เฮนโด้” ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสไตล์การเล่นแบบ 4-3-3 โดยมีแบ็คช่วยเติมเกมรุกทำให้ตำแหน่งที่ แข้งวัย 30 ปียืนในบทบาทตัว holding ก็เฉิดฉาดเพราะเขามีทางเลือกในการผ่านบอลสั้นให้ 2 มิดฟิลด์ขนาบข้างเอาไปทำต่อหรือจะวางยาวเพื่อให้ผู้เล่นแนวรุกริมเส้นหรือแบ็คที่เติมแบบไม่มีหมด

ยิ่งมาในยุคที่มี มาเน่ และ โม ซาลาห์ และแบ็คอย่าง เทรนต์ อาโนลด์ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ต้องสงสาร เฮนโด้ กันเลยทีเดียวไม่รู้จะวางบอลให้ใครดี ตัวเลือกเยอะเหลือเกิน

แกเรธ เซาธเกท บิ๊กบอส “สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ ยังมองว่าด้วยฝีเท้าและความเป็นผู้นำของ เฮนเดอร์สัน มันส่งต่อทำให้นักเตะคนอื่นๆที่เล่นร่วมกับเขาเล่นดีไปด้วย

“ทุกๆคนยกย่องกับความจริงที่ว่าเขามีใจสำหรับความเป็นผู้ชนะอยู่ในตัว นักเตะเก่งๆย่อมทำให้คนอื่นๆเล่นดีไปด้วย”

“มันไม่ใช่ฟอร์มของตัวเขาเองเท่านั้นนะ แต่มันส่งต่อไปยังนักเตะคนอื่นๆ เมื่อคุณเป็นผู้นำอย่างที่เขาเป็น มันเป็นหนึ่งในจุดขายของเขาเลยล่ะ”

เมื่อถึงจุดพีคแล้วจากเสียงด่า เสียงตำหนิที่หันไปทางไหนก็เจอในอดีตตอนนี้หลั่งไหล่เป็นเสียงชื่นชม ยกย่อง และ แกรี่ เนวิลล์ ผู้ที่มีเลือด “ปีศาจแดง” เข้มข้นยังอดใจไม่ไหวไปอีกคน

“ผมรักเขาเลยนะ ความเป็นมืออาชีพของเขามันเหลือเชื่อจริงๆ”

“ช่วงแรกๆ เฮนเดอร์สัน ถูกแฟนบอล ลิเวอร์พูล และแฟนทีมอื่น ดูแคลน, การที่เขาถูกเอาไปเปรียบเทียบกับ เจอร์ราร์ด โคตรจะไม่แฟร์เลย”

“มันจะมีอยู่จุดๆนึงที่แข็งโรยรายต้องโบกมือเพื่อเปิดทางให้คนหนุ่มเข้ามาแทนที่ ตอน เจอร์ราร์ด แขวนสตั๊ด คุณก็เริ่มเห็น จอร์แดน เติบใหญ่ขึ้นทีละนิด”

“ผมเดาว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล, มันเกิดขึ้นมาแล้วตอนที่ สตีฟ บรูซ และ ไบรอัน ร็อบสัน อำลา แมนฯยูไนเต็ด และเป็น รอย คีนที่ก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีมที่ยิ่งใหญ่”

“ผมไม่คิดว่าคุณกำลังได้เห็นที่สุดของที่สุดจาก เฮนเดอร์สัน ในฐานะกัปตันทีมนะ ตอนี้เขากำลังประสบความสำเร็จแล้วจากนั้นเขาจะสร้างอิมแพ็ค และอิทธิพลจริงๆในห้องแต่งตัว”

“การได้แชมป์ลีกจะทำให้เขาได้รับการยอมรับความยำเกรงไปทั่วยุโรปรวมถึงในห้องแต่งตัวและในแต่ละเกมที่ลงแข่งขัน”

ความสัมพันธ์ของ JK และ เฮนโด้ เหนียวแน่นเพราะรู้ว่าฝ่ายหลังผ่านอะไรโหดๆมาบ้างตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเข้ารับตำแหน่งดังนั้นภาพที่ทำเอา เดอะค็อป น้ำตาซึมคือการกอดคอพร้อมร่ำไห้ของทั้ง 2 คนหลังสิ้นเสียงนกหวีดหลังโค่น สเปอร์ส 2-0 ก่อนคว้าแชมป์ยุโรปตอบทุกอย่างว่าเส้นทางขอเข ยากเย็นแสนเข็นเพียงใด

นับจากนี้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จะเป็นสัญลักษณ์ของความพากเพียรอุตสาหะ เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ใกล้หมดลมหายใจแต่ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่เหนือตำนานหรือผู้เล่นหลายๆคนที่มีพรสวรรค์มีทุกอย่างในตัวครบครัน

นี่คือเส้นทางจาก “อาแปะ” สู่ “อาซอย” ที่ทำให้พวกเราในฐานะแฟนบอลก็สามารถเอาแรงบันดาลใจนี้ไปใช้กับตัวเองไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Winning168

• เรื่องน่าสนใจ •