เว็บแทงบอล

ยลโฉมลูกศิษย์ ป๋าเฟอร์กี้ ที่เดินตามรอยสายงานกุนซือ

ยลโฉมลูกศิษย์ ป๋าเฟอร์กี้ ที่เดินตามรอยสายงานกุนซือ

คอลัมนีสต์

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการยอมรับว่าคือกุนซือที่มีฝีมือที่เก่งกาจ และทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนัง ภายหลังสร้างอาณาจักร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ยิ่งใหญ่อย่างต่อเนื่องหลายปี

ตลอดเวลากว่า 27 ปีที่ “ป๋าเฟอร์กี้” จะแท่นเป็นนายใหญ่ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เขาผ่านการร่วมงานกับนักฟุตบอลมากมายหลายคน ซึ่งปัจจุบันหลังนำสตั๊ดไปแขวนก็เดินหน้าเส้นทางสายกุนซือเหมือนอดีตเจ้านายของเขาเช่นกัน

ว่าแล้ว ขอบสนาม ของเราเลยทำการคัดแบบลูกทีมหัวกะทิ แข้งดังๆ ที่เป็นอดีตลูกทีมของป๋า และเดินเส้นทางในสายกุนซือว่าใครมีผลงานเป็นอย่างไรกันบ้าง และใครมีฝีมือดีพอในการเติบโต และก้าวมายิ่งใหญ่ในสายงานนี้บ้าง

มาร์ค ฮิวจ์ส

กองหน้าลูกหม้อของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะย้ายออกไปร่วมทัพ บาร์เซโลน่า ในช่วงปี 2986 ภายหลังลงเล่นในเครื่องแบบของ “ปีศาจแดง” ชุดใหญ่ได้ราวๆ 6 ฤดูกาล ก่อนที่หลังจากนั้น “ป๋าเฟอร์กี้” จะไปดึงตัวกลับมายังโรงละครแห่งความฝันอีกครั้งในช่วงปี 1988 ก่อนที่จะค้าแข้งกับทีมยาวกว่า 7 ฤดูกาล พร้อมคว้าแชมป์กับ “ปีศาจแดง” ได้หลายโทรฟี่

ส่วนเส้นทางกุนซือ ฮิวจ์ส เริ่มเข้าสู่วงการนี้ในช่วงปี 1999 ซึ่งงานแรกก็ถือว่ารับงานใหญ่เลยทีเดียวนั้นก็คือการได้คุมทัพบ้านเกิดอย่าง เวลส์ ก่อนที่จะในปี 2004 จะโยกไปรับงานคุมทีมในระดับสโมสรครั้งแรกกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรสร้างชื่อของเขาในเส้นทางสายกุนซือเช่นกัน และได้คุมทัพ “กุหลาบไฟ” นานถึง 4 ปีด้วยกัน

จากนั้นก็รับงานสโมสรอีกมากมายไล่มาตั้งแต่ แมนฯ ซิตี้, ฟูแล่ม, ควีนพาร์ค เรนเจอร์ส, สโต๊ค ซิตี้ และ เซาแธมป์ตัน ซึ่งหลังแยกทางกับทัพ “นักบุญ” เมื่อปี 2018 เจ้าตัวก็ว่างงานมาจวบจนทุกวันนี้ แม้ในเส้นทางสายนี้ มาร์ค ฮิวจ์ส จะยังไม่เคยได้สัมผัสโทรฟี่แชมป์เลย แต่ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในกุนซือมากประสบการณ์ที่ทีมกลางๆ ตารางในพรีเมียร์ลีกมักเรียกตัวใช้งานอยู่เสมอ

สตีฟ บรูซ

ปราการหลังคู่บุญของ เซอร์ อเล็กซ์ เลยก็ว่าได้ในช่วงยุค 90 แม้จะไม่ใช่เด็กฝึกของ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่ทว่า บรูซ มีสายเลือดของความเป็น “ปีศาจแดง” แบบเข้มข้นมากเลยทีเดียว ตลอดเวลากว่า 9 ปีในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด แนวรับรายนี้ลงสนามไปมากถึง 414 เกม พร้อมกวาดแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้ถึง 3 สมัย พ่วงด้วยบอลถ้วยอย่าง เอฟเอ คัพ  3 สมัย และลีก คัพ อีก 1 สมัย รวมไปถึงฟุตบอลยุโรปอีกหลายโทรฟี่

บรูซ แยกทางกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงปี 1996 โดยย้ายไปร่วมทัพ เบอร์มิงแฮม ก่อนที่จะปิดฉากชีวิตลูกหนังกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในปี 1999 ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มเทิร์นโปรเส้นทางกุนซือกับทัพ

“ดาบคู่” เลย จากนั้นก็โยกย้ายไปคุมหลายสโมสรในอังกฤษไม่ว่าจะเป็น ฮัดเดอร์ฟิลด์, วีแกน, คริสตัล พาเลซ, เบอร์มิงแฮม, ซันเดอร์แลนด์, ฮัลล์ ซิตี้, แอสตัน วิลล่า, เชฟฟิลด์ เวย์นเดย์ และปัจจุบันกับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

โดยเกียรติประวัติสูงสุดที่แฟนบอลพอจะจำได้ของ บรูซ กับการเป็นโค้ชนั้น คือการพา ฮัลล์ ซิตี้ ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึกเอฟเอ คัพ เมื่อฤดูกาล 2013-14

แต่ทว่าก็ต้องพลาดท่าให้กับ อาร์เซน่อล ไปแบบน่าเสียดายในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเป็นฝ่ายพ่ายไป 3-2 ส่วนปัจจุบันกับทัพ “สาลิกาดง” ถือว่าเป็นภารกิจที่พิสูจน์ฝีมือเจ้าตัวไม่น้อย เพราะนอกจากปัญหาภายในสโมสรแล้ว ความคาดหวังจากแฟนบอลก็เริ่มถาโถมมาหาตัวเขามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ซึ่งเอาจริงๆ เขาก็ดูเป็นคนที่แฟนบอลไม่ค่อยจะชอบสักเท่าไหร่ โดนปลดตอนไหน แฟน ๆ ก็น่าจะเฮเมื่อนั้น

โลรองต์ บล็องก์

ถ้าจะเรียนกันตามตรงจากลิสต์รายชื่อที่เตรียมมาทั้งหมด โลรองต์ บล็องก์ คือคนที่แลดูแล้วมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในเส้นทางสายกุนซือได้มากที่สุด เพราะเขาพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว พร้อมด้วยโทรฟี่แชมป์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องการันตีถึงความยอดเยี่ยมของชายผู้นี้

โดย บล็องก์ เกี่ยวโยงกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายหลัง “เฟอร์กี้” ไปดึงตัวมาร่วมทัพจาก อินเตอร์ มิลาน ในช่วงปี 2001 ซึ่งแม้จะอยู่ค้าแข้งกับทีมได้เพียง 2 ฤดูกาล และแขวนสตั๊ดไป แต่ท่วงท่าลีลาถือว่าครองใจแฟนผีไปไม่น้อย

ซึ่งหลังนำสตั๊ดขึ้นหิ้งแขวนได้ราว 4 ปี เข้าตัวก็เริ่มเดินงานในเส้นทางสายใหม่ด้วยการเข้าคุมทัพ บอร์กโดซ์ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์พาทีมคว้าแชมป์ลีก เอิง ได้สำเร็จ ในชนิดที่หักปากกาเซียนเพราะในห้วงเวลานั้น โอลิมปิก ลียง ถือว่าครองบัลลังก์บอลฝรั่งเศสด้วยการคว้าแชมป์ได้ถึง 7 สมัยซ้อน แต่ก็ต้องมาศิโรราบกับลูกทีมของ โลรองต์ บล็องก์

ภายหลังคุม บอร์กโดซ์ ได้ 3 ปี เจ้าตัวก็โยกไปคุมทัพทีมชาติฝรั่งเศสในช่วงระหว่างปี 2010-2012 ก่อนก้าวลงจากตำแหน่งไปรับงานคุมทัพ เปแอสเช ซึ่งที่นี่เจ้าตัวพาทีมพุ่งชนความสำเร็จมากมายถึง 11 โทรฟี่แชมป์ ก่อนแยกทางกันในปี 2016 ซึ่งในช่วงดังกล่าวเข้าตัวว่างงานยาวถึง 4 ปี ก่อนที่เมื่อปีที่ผ่านมา บล็องก์ จะกลับมาคุมทัพอีกครั้ง และเป็น อัล เรย์ยาน ทีมจากประเทศกาตาร์ที่ได้ตัวโค้ชมือดีไปเป็นกุนซือ

รอย คีน

กัปตันทีมฮาร์ดแมนที่ครองใจแฟนบอล ยูไนเต็ด ได้เป็นอย่างมาก คีน ถือว่าเป็นนักเตะคนสำคัญของ “ป๋าเฟอร์กี้” แม้จะมีฉากจบที่ไม่ค่อยสวยงามมากนักกับบรมกุนซือรายนี้ก็ตาม ในเรื่องของความสำเร็จของมิดฟิลด์รายนี้กับ “ปีศาจแดง” ต้องบอกว่าคว้ามาแล้วแทบทุกแชมป์ โดยเฉพาะพรีเมียร์ที่ได้มาครองมากถึง 7 สมัยด้วยกัน และเป็นขุนพลชุดสอยแชมป์ แชมเปี้ยส์ลีก เมื่อปี 1999 อีกด้วย

โดย คีน แขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2006 กับ เซลติก ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นานจะหันมาเอาดีในด้านงานโค้ช ซึ่งงานแรกของเขาคือการคุมทัพ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมด้วยการพาทีมเลื่อนชั้นกลับมาสู่ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกครั้ง ซึ่งฤดูกาลแรกบนลีกสูงสุดเขาพาทีมจบในอันดับที่ 15 ก่อนที่จะมาตกงานในซีซั่นถัดมาภายหลังทีมมีผลงานที่ไม่เข้าเป้า

หลังจากนั้น คีน ก็ว่างงานไม่นานก็งานข้อเสนอไปคุมทัพ อิปสวิช ทาวน์ ทีมในศึกเดอะ แชมเปี้ยนส์ชิพ แต่ทว่าก็ไม่ได้มีผลงานที่โดดเด่นอะไรมากนัก ก่อนแยกทางกันไปในช่วงต้นปี 2011 จากนั้น คีน ก็ไม่ได้รับงานคุมทีมอีกเลย มากสุดคือการเป็นผู้ช่วยโค้ชทั้งทีมชาติไอร์แลนด์, แอสตัน วิลล่า และ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

ส่วนในตอนนี้ คีน หันมาเอาดีด้านงานวิจารณ์เกมลูกหนัง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นงานถนัด และคู่ควรกับเขาพอสมควร เนื่องด้วยมีบทวิเคราะห์เจ๋งๆ และคำพูดที่ดุเดือดน่าสนใจให้แฟนบอลได้ฟังกันอยู่เรื่อยๆ

แกรี่ เนวิลล์

อีกหนึ่งอดีตกัปตันทีมของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเมื่อครั้งสมัยเป็นนักเตะ อีกทั้ง แกรี่ เนวิลล์ ยังขึ้นชื่อว่าเป็น “วัน แมน คลับ” เพราะเติบโตมาจากศูนย์ฝึกลูกหนังของ “ปีศาจแดง” ก่อนค้าแข้งกับสโมสรเดียวนับตั้งแต่ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 1992 จนกระทั่งแขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2011 พร้อมโทรฟี่แชมป์มากมาย

ซึ่งหลังแขวนสตั๊ดไปได้ไม่นาน เนวิลล์ ก็ได้รับการติดต่อให้เข้าไปเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติอังกฤษโดยตอนนั้นกุนซือทัพ “สิงโตคำราม” นั้นก็คือ รอย ฮอดจ์สัน ก่อนที่ในช่วงปี 2015 หลังเรียนรู้ดูดวิชาการเป็นกุนซือมาได้สักพักก็ได้เวลาออกโบยบิน ก่อนที่จะเป็น บาเลนเซีย ยอดทีมจากลาลีกา สเปน ที่หยิบยื่นโอกาสมาให้เขา

แต่ทว่างานแรกของ เนวิลล์ ดูเหมือนจะไม่ได้สวยงามมากนัก เพราะมันเหมือนกลายเป็นตราบาปติดตัวเขาไปตลอด เนื่องด้วยผลงานของทัพ “ค้างคาว” ภายใต้การคุมทีมของเขาผลงานออกมาไม่ค่อยโสภามากเท่าไหร่นักตัวเลขคุมทีม 28 เกม พาทีมชัยได้เพียง 10 นัดเท่านั้น ก่อนถูกตะเพิดออกจากตำแหน่งภายหลังคุมทีมได้เพียง 3 เดือนเศษๆ เท่านั้น

หลังจากออกจากทัพ บาเลนเซีย ทางฝั่ง เนวิลล์ ก็ไม่เข้าใกล้กับสายงานกุนซืออีกเลย และเบนเข็มไปเป็นนักวิจารณ์ลูกหนังที่สร้างคาเร็คเตอร์ให้กับตัวเองได้เป็นอย่างดี ด้วยการจับคู่เป็นคู่จิ้นกับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ จนกลายเป็นคู่หูเรียกเรตติ้ง และเพิ่มความน่าสนใจให้วงการสื่อฟุตบอลอังกฤษมากเลยทีเดียว

ไรอัน กิ๊กส์

“ปีกพ่อมด” ที่ถูกบรรจุขึ้นหิ้งเป็นตำนานแข้งของ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว และเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ที่ถูกยกย่องว่าเป็น “วัน แมน คลับ” ค้าแข้งกับเพียงสโมสรเดียวตลอดเส้นทางอาชีพลูกหนัง ส่วนในเรื่องความสำเร็จคงไม่ต้องสาธยายอะไรให้มากความ เพราะทุกแชมป์เขากวาดกับ “ปีศาจแดง” มาหมดแล้ว

โดย กิ๊กส์ เริ่มต้นเส้นทางกุนซือแบบบุญหล่นทับนิดนึงด้วยการได้คุมทัพ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบขัดตาทัพ แทนที่ของ เดวิด มอยส์ ที่ถูกเนรเทศออกจากตำแหน่งเมื่อปี 2014 ซึ่งนายใหญ่ชาวเวลส์เข้ามาคุมในช่วง 4 นัดสุดท้ายของเกมลีก ก่อนที่ซีซั่นถัดมาจะถอยไปเป็นหนึ่งในทีมสต๊าฟฟ์ของหลุยส์ ฟาน กัล

จากนั้นในปี 2018 ก็ได้เวลาโบยบินรับงานคุมทีมแบบเต็มตัวครั้งแรกด้วยการประเดิมกับชาติบ้านเกิดอย่างเวลส์ m88 ซึ่งก็ถือว่าผลงานอยู่ในระดับที่สอบผ่าน พาทีมไปลุยศึกยูโร 2020 ด้วย แต่ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้อยู่คุมทีมข้างสนามเนื่องด้วยปัญหาส่วนตัวที่มีเรื่องราวต้องขึ้นศาล แต่ทว่ากับภาพรวมในฐานะกุนซือถือว่า กิ๊กส์ เริ่มต้นได้สวยงามมากพอสมควรเลยทีเดียว

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

เดินทางมากถึงคนสุดท้ายกันแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าจากรายชื่อทั้งหมดที่กล่าวมาชายผู้นี้คือคนที่ใกล้เคียงกับเจ้านายอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มากที่สุด เพราะปัจจุบันเขาคือกุนซือของ แมนฯ ยูไนเต็ด และกำลังสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา แม้ยังจะต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากโขก็ตาม

อย่างที่เรารู้กันว่า โซลชา คืออาวุธข้างกายที่ “ป๋าเฟอร์กี้” ไว้ใจเป็นอย่างมาก หลายประตูของเขาเกิดขึ้นในฐานะตัวสำรอง และเป็นซูปเปอร์ซับที่ต้องยอมรับว่ามีความอดทน และเตรียมพร้อมกับทักสถานการณ์แบบไม่เคยปริปากบ่น จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของ “ปีศาจแดง” ก่อนประกาศแขวนสตั๊ดกับทีมไปเมื่อปี 2007

ซึ่งหลังเลิกเล่น โซลชา ก็เข้ารับงานคุมทีมอคาเดมี่ของ ยูไนเต็ด แบบทันที ก่อนจะโยกย้ายไปคุมทัพทีมในบ้านเกิดอย่าง โมลด์ ซึ่งอยู่ที่นั้นได้ราว 3 ปี ก็ย้ายกลับมาอังกฤษรับงานคุมทัพ คาร์ดิฟฟ์ แต่ทว่าผลงานที่ออกมาก็ไม่น่าจดจำเท่าไหร่นัก เพราะทำทีมตกชั้นจากศึกพรีเมียร์ลีก ก่อนที่จะรีเทิร์นไปคุมทัพ โมลด์ อีกครั้งเป็นคำรบที่ 2

ก่อนที่สวรรค์จะเปิดทางช่วงปลายปี 2018 ได้เกิดข่าวใหญ่เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด จัดการไล่ โชเซ่ มูรินโญ่ ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับข่าวลือหนาหูว่าทีมพยายามจะหาโค้ชมือดีเข้ามาแทนที่ ทว่าสุดท้ายกลายเป็น โซลชา ที่ได้ส้มหล่นมาคุมทีมแบบขัดตาทัพ แต่ดันพาทีมทำผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนกระทั่งได้สัญญาถาวรจนถึงปัจจุบัน

แม้ในตอนนี้ โซลชา ยังคงเป็นที่วิจารณ์ของแฟนบอลถึงคลาส และกึ๋นของฝีมือในการคุมทีม เพราะยังไม่อาจพาทีมพุ่งชนกับความสำเร็จได้เลย เต็มที่คือการเป็นเพียงพระรอง มองเห็นความสำเร็จของทีมอื่น

แต่ทว่าด้วยทิศทาง และแนวโน้มในตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างมันก็เริ่มจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรายังไม่อาจฟันธงได้ว่า โซลชา จะพาทีมประสบความสำเร็จหรือไม่ และจะเจริญรอยตาม เฟอร์กี้ ได้มากขนาดไหน

เพราะสุดท้ายโทรฟี่แชมป์จะเป็นเครื่องยืนยันคำตอบต่อทุกคำถามที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ตัวเขาเอง

⚽เว็บไซต์ฟุตบอล winning168 ที่คอบอลไม่ควรพลาด : ข่าวกีฬา

• เรื่องน่าสนใจ •