ของชอบแมนซิตี้! 10แข้งจากบุนเดสที่มาเฉิดฉายในพรีเมียร์ลีก

ศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน อาจไม่ได้เป็นลีกที่มีบรรดาซูเปอร์สตาร์ชื่อดังมากมาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลีกเมืองเบียร์เต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่งฝีเท้าดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเพราะแต่ละสโมสรหันมาเน้นให้ความสำคัญกับการให้โอกาสกับแข้งอายุน้อยได้โชว์ของกันอย่างเต็มที่และก็สามารถแจ้งเกิดได้หลายคน จนตกเป็นเป้าหมายของหลายทีมชั้นนำในยุโรป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นอีกหนึ่งลีกที่คว้าตัวนักเตะจากบุนเดสลีกาไปร่วมทีม ซึ่งมีหลายคนที่ไปแจ้งเกิดได้สำเร็จและกลายเป็นกำลังสำคัญของแต่ละสโมสรในเวลานี้ ส่วนจะมีใครบ้างนั้นเรารวบรวมมาฝากกัน

 

10.แว็งซ็องต์ ก็องปานี
ย้ายจาก
 : ฮัมบูร์ก ไป แมนฯ ซิตี้

หนึ่งในกองหลังที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกคงจะตัดชื่อของอดีตปราการหลังชาวเบลเยียมออกไปไม่ได้ หลังจากเจ้าตัวย้ายจาก ฮัมบูร์ก มาเล่นให้กับ แมนฯ ซิตี้ ในปี 2008 ซึ่งเป็นผู้เล่นคนสุดท้ายที่เซ็นสัญญากับสโมสรก่อนที่กลุ่มอาบูดาบีจะเข้ามาเทคโอเวอร์

นับตั้งแต่ ก็องปานี มาเล่นให้กับ “เรือใบสีฟ้า” เขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญช่วยทีมมีแนวรับที่แข็งแร่ง ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีม ในปี 2011 พร้อมกับช่วยทีมคว้าแชมป์หลายรายการโดยเฉพาะพรีเมียร์ลีกถึง 4 สมัย ซึ่งตั้งแต่ที่เขาอำลาทีมไปในปี 2019 สโมสรก็ยังไม่สามารถหาตัวแทนที่เหมาะสมได้เลย

9.เลรอย ซาเน่
ย้ายจาก
 : ชาลเก้ 04 ไป แมนฯ ซิตี้

ปีกทีมชาติเยอรมันเคยเป็นดาวรุ่งที่เนื้อหอมสุดๆในสมัยที่เล่นให้ ชาลเก้ 04 หลังโชว์ผลงานยอดเยี่ยม ก่อนที่จะตกเป็นเป้าหมายของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และย้ายมาร่วมทีม แมนฯ ซิตี้ ในปี 2016 ด้วยราคาถึง 37 ล้านปอนด์

นับตั้งแต่ที่ดาวเตะวัย 24 ปี มาเล่นในพรีเมียร์ลีกเขาก็ค่อยปรับตัวและกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมได้สำเร็จ โดยมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สองสมัย โดยมีสถิติยิง 39 ประตูจาก 134 นัดทุกรายการ

อย่างไรก็ตามในฤดูกาลนี้เจ้าตัวโชคร้ายมีอาการบาดเจ็บหนักตั้งแต่ต้นฤดูกาลและต้องพักยาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และเวลานี้มีโอกาสสูงที่จะย้ายออกจากทีม หลังตกเป็นเป้าหมายของ บาเยร์น มิวนิค

 

8.มิชาเอล บัลลัค
ย้ายจาก
 : บาเยิร์น มิวนิค ไป เชลซี

ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ เชลซี ในปี 2006 อดีตจอมทัพทีมชาติเยอรมัน ตกเป็นเป้าหมายของสองทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด แต่การย้ายจากบาเยิร์น มิวนิค มาอยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ถือว่าเป็นการคิดที่ถูกต้องก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าจะยิงประตูไม่ได้มากมายเหมือนสมัยที่อยู่กับทีมเสือใต้ก็ตาม

การมาของ บัลลัค นั้นมีส่วนช่วยสำคัญต่อทัพสิงห์บลูส์ พร้อมยังเป็นแรงผลักสำคัญให้กับเหล่าบรรดานักเตะในเชลซีที่ได้นักเตะบิ๊กเนมอย่าง บัลลัค มาร่วมทัพ พร้อมช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 1 สมัย ในฤดูกาล 2009-10 แต่หลังจากนั้นเมื่อ โชเซ๋ มูรินโญ่ ออกจากทีมไป บัลลัค ก็ต้องดิ้นรนหาตำแหน่งตัวจริงจนทำให้ย้ายกลับไปอยู่เลเวอร์คูเซ่น ก่อนแขวนสตั๊ดไป

 

7.เควิน เดอ บรอยน์
ย้ายจาก
 : โวล์ฟสบวร์ก ไป แมนฯ ซิตี้

หลังไม่สามารถแจ้งเกิดได้กับ เชลซี มิดฟิลด์ทีมชาติเบลเยียมก็ไปจรัสแสงได้ในเวทีบุนเดสลีกากับ โวล์ฟสบวร์ก ก่อนที่ แมนฯ ซิตี้ จะเซ็นสัญญาคว้าตัวมาร่วมทีมด้วยราคา 55 ล้านปอนด์ ในปี 2015

นับตั้งแต่ เดอ บรอยน์ ย้ายมาเล่นให้ “เรือใบสีฟ้า” เพียงไม่กี่ปีเขาก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่ดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะการจ่ายให้เพื่อนทำประตู ซึ่งจนถึงตอนนี้เขามีสถิติทำไปแล้วถึง 52 แอสซิสต์ เป็นส่วนสำคัญช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย

 

6.ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง
ย้ายจาก : 
ดอร์ทมุนด์ ไป อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล จัดการเซ็นสัญญาดึงดาวยิงชาวกาบองมาจาก ดอร์ทมุนด์ ในตลาดหน้าหนาวปี 2018 ด้วยค่าตัว 56 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวสถิติสโมสรในเวลานั้น หลังจากเจ้าตัวทำผลงานสุดยอดได้กับทีม “เสือเหลือง”

 

การมาของ โอบาเมยอง เขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญให้ทัพ “ปืนใหญ่” ได้ไม่ยาก โดยถึงตอนนี้เจ้าตัวกระหน่ำไปทั้งสิ้น 61 ประตูจาก 97 ทุกรายการ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสัมผัสแชมป์รายการใดๆกับทีมได้เลย จนตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง

อาร์เซน่อล จัดการเซ็นสัญญาดึงดาวยิงชาวกาบองมาจาก ดอร์ทมุนด์ ในตลาดหน้าหนาวปี 2018 ด้วยค่าตัว 56 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นค่าตัวสถิติสโมสรในเวลานั้น หลังจากเจ้าตัวทำผลงานสุดยอดได้กับทีม “เสือเหลือง”

การมาของ โอบาเมยอง เขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญให้ทัพ “ปืนใหญ่” ได้ไม่ยาก โดยถึงตอนนี้เจ้าตัวกระหน่ำไปทั้งสิ้น 61 ประตูจาก 97 ทุกรายการ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่สามารถสัมผัสแชมป์รายการใดๆกับทีมได้เลย จนตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างต่อเนื่อง

 

5.ดิมิทาร์ เบอบาตอฟ
ย้ายจาก
 : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไป สเปอร์ส

หลายคนอาจลืมไปแล้วว่าอดีตดาวยิงชาวบัลแกเรียเคยเล่นในบุนเดสลีกา กับ เลเวอร์คูเซ่น มาก่อน โดย สเปอร์ส จัดการคว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2006 ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ ก่อนที่เขาจะย้ายมาแจ้งเกิดได้ในพรีเมียร์ลีก โดยสองฤดูกาลแรกเขากระหน่ำไปปีละ 23 ประตูทุกรายการ

ความยอดเยี่ยมของเขาทำให้มีหลายทีมชั้นนำสนในคว้าตัวไปร่วมทีม ก่อนที่สุดท้าย แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ตัวไปร่วมทีมด้วยค่าตัวสุงถึง 31 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรในเวลานั้นด้วย

การย้ายมาของหัวหอกจอมลีลาซึ่งปัจจุบันอายุ 39 ปี ก็ไม่ทำให้แฟนๆต้องผิดหวังเมื่อเจ้าตัวมีส่วนสำคัญช่วยทีมประสบความสำเร็จมากมายตลอด 4 ฤดูกาลในโรงละครแห่งความฝันโดยฝากผลงานไว้ที่ 56 ประตูจาก 149 เกมทุกรายการ

 

4.เยนส์ เลห์มันน์
ย้ายจาก
 : ดอร์ทมุนด์ ไป อาร์เซน่อล

หลังจากหมดยุค เดวิด ซีแมน ไปในปี 2003 อาร์เซน่อล คว้าตัวนายด่านชาวเยอรมันจาก ดอร์ทมุนด์ เข้ามาเป็นตัวตายตัวแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้สุดยอดเป็นกำลังสำคัญให้กับแนวรับทีมปืนใหญ่ตลอด 5 ปีเต็ม

เลห์มันน์ เป็นกำลังสำคัญในยุคที่อาร์เซน่อลทำสถิติไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2004 และยังสามารถพาทีมปืนใหญ่เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2006 ก่อนปราชัยให้กับบาร์เซโลน่า ไป 2-1 แต่ความสุดยอดของเลห์มันน์คือการไม่เสียประตูติดต่อกันถึง 10 เกม นับว่าเป็นผู้รักษาประตูที่คลีนชีตและฟอร์มเหนียวหนึบที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนั้นก็ว่าได้

 

3.ซน เฮือง มิน
ย้ายจาก
 : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ไป สเปอร์ส

มิดฟิลด์แดนกิมจิย้ายมาเล่นให้กับ สเปอร์ส ในปี 2015 ด้วยค่าตัวสูงถึง 22 ล้านปอนด์ ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นชาวเอเชียที่มีค่าตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตรทันที

ดาวเตะวัย 27 ปี ค่อยๆปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีกได้อย่างรวดเร็ว จนกลายมาเป็นกำลังสำคัญให้ “ไก่เดือยทอง” ในปัจจุบัน ซึ่งนับตั้งแต่ฤดูกาล 2016-17 เป็นต้นมาเจ้าตัวไม่เคยมีตัวเลขยิงต่ำกว่า 10 ประตูเลย

 

2.อิลคาย กุนโดกัน
ย้ายจาก
 : ดอร์ทมุนด์ ไป แมนฯ ซิตี้

หลังจากมิดฟิลด์ทีมชาติเยอรมันประสบความสำเร็จกับ ดอร์ทมุนด์ อยู่ในชุดที่ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกา ในฤดูาล 2011-12 เขาก็ตัดสินใจย้ายออกมาหาความท้าทายครั้งใหม่กับ แมนฯ ซิตี้ และกลายเป็นผ้เล่นคนแรกที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คว้าตัวมาร่วมทีมในปี 2016

แม้ในฤดูกาลแรกดาวเตะวัย 29 ปีจะเริ่มต้นได้ไม่สวยหรูเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บรบกวนจนทำให้ได้ลงเล่นเพียง 10 เกมในลีกเท่านั้น แต่ก็ทำได้ถึง 3 ประตู ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาก็กลายเป็นกำลังสำคัญในยุคของกุนซือชาวสแปนิช และมีส่วนสำคัญช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 2 สมัย

 

1.โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
ย้ายจาก
 : ฮอฟเฟ่นไฮม์ ไป ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล จัดการคว้าตัวดาวยิงชาวบราซิเลียนมาจาก ฮอฟเฟ่นไฮม์ ด้วยค่าตัว 29 ล้านปอนด์ ในปี 2015 หลังนักเตะเป็นที่หมายปองของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน

แม้ดาวเตะวัย 28 ปี จะไม่ได้มีตัวเลขการทำประตูที่เยอะเหมือนกับดาวยิงชั้นนำรายอื่นๆ แต่เขาก็แลกมาด้วยการมีส่วนร่วมกับหลายๆประตูที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการจ่ายบอลให้เพื่อนทำประตูแทน และที่สำคัญเขากลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวใน 3 ประสานแนวรุกร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ช่วยให้ทีมทำผลงานได้อย่างสุดยอดใกล้ที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้

• เรื่องน่าสนใจ •